วันอังคารที่ 18 มีนาคม พ.ศ. 2557

การลงทุนหุ้นปันผล เพื่อความมั่นคงในชีวิต

การลงทุนหุ้นปันผล เพื่อความมั่นคงในชีวิต

เรื่องที่หนึ่ง ก็คือ เราไม่ต้องสนใจว่าสิ่งที่เราทำ เป็น Value Investor หรือไม่ เก็งกำไรรึเปล่า ขอให้เรายึดถือผลลัพธ์ที่ได้เป็นสำคัญ
ซึ่งผลลัพธ์ที่เราต้องการก็คือ การได้ปันผลจากหุ้นในระยะยาว ก่อให้เกิดรายได้มากมายและเติบโตต่อ
เนื่อง หรือที่เรียกกันว่า “Cash cow” การที่เราลงทุนในหุ้นปันผล ก็เพราะเราต้องการลงทุนใน “ธุรกิจที่ดี” ที่มี “การเติบโตสม่ำเสมอ” โดยเราจะต้องไม่อาศัยความรู้สึก เราอาศัยข้อมูลในอดีตย้อนหลัง 10 ปี (ซึ่งก็แน่นอนว่าอาจจะคลาดเคลื่อนก็เป็นได้ แต่ก็ยังดีกว่าที่จะไม่มีอะไรชี้วัดเลยเนอะ) สรุปก็คือ เรากำลังทำธุรกิจ ซึ่งหมายความว่า เราก็ต้องทำตัวเป็นนักธุรกิจ คือเล็งเห็นดอกผลจากการลงทุนในระยะยาว มิใช่ว่าหุ้นขึ้นลงวันสองวัน หรือสัปดาห์สองสัปดาห์เราก็ขายทิ้งแล้ว และที่สำคัญก็คือ "เน้นความสบายใจเป็นหลัก" เราต้อง "กินได้ นอนหลับ" เมื่อเราลงทุน

เรื่องที่สอง จากการที่เราต้องเป็นนักธุรกิจ นักธุรกิจที่ดี ก็มักจะมองเห็นถึงโอกาสและความเสี่ยง ความถูกแพงของสิ่งที่จะได้มา ถ้าเราเป็นนักธุรกิจที่ดี แล้วเราไปซื้อกิจการที่ราคาสูง ทั้งที่กำไรน้อยและอาจจะตามกระแส นักธุรกิจก็อาจจะรีบๆ ขายมันออกไปในราคาแพงกว่า หรือถ้าเห็นท่าไม่ดีก็จะถอยก่อน ในขณะที่หากเค้าเจอธุรกิจที่ดี ที่มีกำไรและอัตราการเติบโตสม่ำเสมอ เค้าก็อาจจะรอคอยให้อยู่ในราคาที่เหมาะสม แล้วค่อยเข้าลงทุน จากนั้นก็ถือเอาไว้ตราบเท่าที่มันยังเป็นธุรกิจที่ดี (มีอัตราการเติบโตเป็นไปตามที่ตั้งเป้าไว้) หรือไม่งั้นก็อาจจะได้มีโอกาสขายออกไป หากมีคนที่ต้องการเข้ามาซื้อและให้ผลตอบแทนเป็นที่น่าพอใจ

เรื่องที่สาม จากเรื่องที่ 1 และ 2 จะเห็นได้ว่า ทุกอย่างมันเป็นเรื่องที่เราๆ ก็รู้กันอยู่ ซึ่งมันก็เป็นเรื่องที่ “พูดง่าย แต่ทำยาก” ซึ่งจริงๆ แล้วเรื่องนี้ หมียืนยันว่ามันก็ไม่ได้ทำยากเสมอไป แต่อาจจะเป็นเพราะเรายังไม่มั่นใจในการลงทุนในหุ้น และราคาที่สวิงตัวของหุ้นทำให้จิตใจเราสั่นคลอน สมัยเด็กๆ หมีจำได้ว่า เคยลงทุนกิจการหมดเงินไปหลายแสน ตัวเองรู้สึกว่าได้น้ำได้เนื้อ ไม่เสียดายเท่าไหร่ แต่พอหุ้นที่ถือตกลงมาหลักแสนพอๆกัน กับรู้สึกว่าทนไม่ได้ ทั้งๆ ที่มูลค่าการเสียหายแทบจะเท่ากัน (แต่ธุรกิจของหุ้นยังดีอยู่) เวลาผ่านไปเงินที่ลงในกิจการไม่มีวันได้คืนกลับมาเพราะละลายไปหมดแล้ว ส่วนหุ้นที่ถือเด้งกลับมาจนมีกำไรพอสมควร อันนี้ก็ต้องให้เครดิตตัวเองที่ซื้อหุ้นที่มั่นคง ในราคาที่ไม่แพงจนเกินไป (แต่จะดีกว่าถ้าซื้อได้ตอนมันวิกฤต 55)

เรื่องที่ 4
จากเรื่องที่ 3 เราจึงเห็นได้ว่า การลงทุนในหุ้น ก็คือการที่เราลงทุนในธุรกิจ ถ้าเรามีต้นทุนที่ดี ในกิจการที่โอเค เราก็ยังได้กินดอกผลของกิจการเหล่านั้น ซึ่งมันจึงเป็นเหตุผลว่า ทำไมหมีถึงชอบแนะนำให้ลงทุนในหุ้นตัวใหญ่ หรือ “Blue Chip” นั่นก็เนื่องมาจากความมั่นคงและยืนยงยาวนานของมัน ซึ่งมีความสามารถในการผูกขาดบางอย่าง ซึ่งจะทำให้มันจะยังคงอยู่ตราบนานเท่านาน มันเป็นการล๊อคความเสี่ยงปัจจัยทางธุรกิจให้กับเราจนเกือบหมด ทำให้เรามุ่งไปเพียงจุดเดียว คือ “ราคาหุ้น” ว่าเหมาะสมหรือควรค่ากับการซื้อหรือไม่ หมีส้มขอเรียนว่า “การรอคอยที่เหมาะสมในการลงทุนเป็นสิ่งที่สำคัญ” และถ้าเราเลือกหุ้นได้ดีและทำสำเร็จ เราอาจจะสบาย “ยันลูกบวช” เลยก้อได้นะ..

เรื่องที่ 5 ต่อเนื่องมาจากเรื่องที่ 4 ก็คือ หุ้นขนาดเล็กที่เติบโตดี หรือหุ้นเติบโตดีที่มี P/E สูง

 ลงทุนได้หรือไม่ หุ้นขนาดเล็กที่เติบโตดี เป็นเรื่องที่ดี แต่เราอาจจะกังวลเรื่องความสม่ำเสมอหรือต่อเนื่อง เพราะถ้าปีใดมันไม่เป็นไปตามนั้น มันอาจจะทรุดฮวบลงไปเลย เพราะขนาดของหุ้นขนาดเล็ก มันไม่ได้ทนทานต่อเจ้าใหม่ที่อาจจะมีทุนสูง เข้ามาตีตลาด เพราะทุกวันนี้คนแย่งกันทำมาหากิน ทำธุรกิจ อะไรที่มีช่องว่างหรือ GAP รอไม่นานก็จะมีคนเข้ามาแข่ง ยกเว้นเสียแต่เราจะเจอหุ้น Super stock จริงๆ คือมีความเก่งและเก๋าเฉพาะด้านจริงๆ (บ้านปูเคยมีราคาอยู่ที่ 15 บาทด้วยนะ เมื่อ 10-15 ปีที่ผ่านมานี้เอง ใครที่ยังไม่ขาย เค้าก็คงไม่อยากขายแล้วล่ะมั้ง กินปันผลก็เพียงพอแล้ว) ส่วนหุ้นที่ P/E สูง และ P/BV สูงมากๆ มันจะยืนด้วยความคาดหวังจากข้อมูลในอดีต ที่เราคาดว่ามันจะโตอย่างต่อเนื่อง ทั้งๆที่ตลาดมันอาจจะอิ่มตัวหรือไม่ได้มีช่องว่างมากเหมือนกับในช่วงแรกๆ วันใดที่มันชลอตัว ระดับราคาจะหล่นฮวบๆ ทันที ทั้งหมดนี้จึงเป็นเหตุผลที่ทำไมเราถึงต้องดูหุ้นขนาดใหญ่ที่เติบโตต่อเนื่อง และดูย้อนหลังเป็นสิบๆ ปี โดยเฉพาะธุรกิจที่ผูกขาดโดยที่ได้สัมปทานหรือได้สิทธิพิเศษบางอย่าง หรือผูกขาดตลาดด้วยตัวมันเอง อันนี้หมีส้มจะชอบมากเป็นพิเศษ

เรื่องที่ 6 หลายคนสงสัยว่า จะเข้าซื้อเมื่อใดดีนะ

คำตอบก็คือขึ้นอยู่กับความพึงพอใจของแต่ละคน รับได้ที่ราคาไหน ผลตอบแทนเท่าไหร่ ถ้าเราเลือกหุ้นแบบที่หมีส้มกล่าวมาแล้วนั้น สิ่งที่เราต้องรออย่างเดียว คือ “ราคา” หมีส้มมีเรื่องจะเล่าให้ฟัง ว่าเมื่อปี 2550 มีเพื่อนหมีมาถามว่า หม่าม๊าอยากลงทุนหุ้น เอาตัวไหนดี แกกล้าๆกลัวๆ เพราะเข็ดปี 2540 หมีก็เลยแนะนำหุ้น AAA (ในเล่มที่ 2) ไปให้เค้า เค้าก็ซื้อไปที่ราคา 80 บาท ซื้อไปหลายล้านบาทอยู่.. ตอนนั้นปันผลเกือบ 5 บาท ก็ได้ราวๆ 5% กว่า ซึ่งเค้าก็พึงพอใจ ดีกว่าเงินฝาก แต่ก็ยังกังวลเรื่องความเสี่ยง พอปี 2551 วิกฤตแฮมเบอร์เกอร์ ร่วงลงไปถึง 50-60 บาท พอเราเช็คดูผลประกอบการแล้ว ปรากฏว่าไม่ได้แย่ลงไปเลย กระแสเงินสดก็ยังดี ก็เลยซื้อเพิ่มไปอีก ทำให้มีหุ้นเพิ่มขึ้นมาเท่าตัว ที่ต้นทุนเฉลี่ยที่ 70 บาท มาปัจจุบันหุ้นตัวนี้ก็ราคาดีดกลับมาที่ 130 กว่าบาท และเคยไปที่ 160 บาทด้วย แต่หม่าม๊าไม่สนใจราคาหุ้นแล้ว เพราะหม่าม๊าได้ปันผลตอนนี้ ปีละ 6 บาท ได้มาเกือบ 10% ต่อปี ซึ่งแฮปปี้มากๆแล้ว สิ่งที่หม่าม๊าบอก มีเพียงอย่างเดียว คือ ให้หมีดูกิจการให้หน่อย ว่าเรื่องมีสัญญาณไม่ดีรึเปล่า หมายถึง งบการเงินหรือกระแสเงินสดแย่ลงบ้างไม๊ ถ้าวันไหนมันเริ่มไม่ดีแล้ว แกค่อยขายออก.. ซึ่งจากเรื่องที่เล่ามา ถ้าหม่าม๊ามัวแต่รอราคาที่ถูกที่สุด อาจจะไม่ได้ซื้อเลยก็ได้ ดังนั้นจึงควรซื้อในราคาที่เราคิดว่ามันสมเหตุสมผล แต่ย้ำว่ามันต้องเป็นธุรกิจที่ดี และต้อง “รอคอยเวลา” แต่ไม่ใช่รอ “ราคาที่ถูกที่สุด”


เรื่องที่ 7 ทีนี้หลายคนจะเริ่มงง บอกว่า เอ๊ะ!! “เด๋วให้รอ” เด๋วให้ “ซื้อไปเลย” หมีส้มจึงขยายความให้สักนิด การซื้อไปเลยนั้น คือซื้อในราคาที่เหมาะสม และ รอให้ราคามันเหมาะสม

 ถามว่ายึดจากอะไร อย่างแรก หมีส้มดู ROE ย้อนหลัง เอามาหาร P/BV ปัจจุบัน ถ้าได้ย้อนหลัง 10 ปี เฉลี่ยเกิน 12% ถือว่าพอโอเค แต่ในหนังสือ หมีอยากให้รอ “วิกฤต” เพราะวิกฤต นำมาซื่ง “โอกาส” ที่จะซื้อหุ้นที่ดีในราคาที่ต่ำมากๆ เพราะทุกคน “เจ๊ง” กันไปหมดแล้ว การที่ซื้อหุ้นที่บอกว่า 12% เฉลี่ย เราก็อาจจะซื้อไปครึ่งหนึ่งหรือบางส่วน และเก็บอีกครึ่งไว้รอวิกฤต ก็เป็นไปได้ จะได้ไม่ตกรถเนอะ สำคัญแต่ว่าจะหาหุ้น 12% เฉลี่ยมันยากเหลือเกิน.. แต่ถ้าเป็นช่วงวิกฤต ของบอกว่าเพียบ

เรื่องที่ 8 หากเลือกที่จะลงทุน แวะดูกราฟราคาย้อนหลังหน่อยก็ดี

จะได้รู้ความเป็นไปของธุรกิจที่เราลงทุน เพราะกราฟจะสะท้อนราคา และเราเอามาเปรียบเทียบกับข้อมูลสถิติการประกอบการจริงที่เราได้ ว่ามันเป็นอย่างไร ช่วงวิกฤตกำไรตกจริงไม๊ อย่างไร ถ้าสงสัยอะไรขึ้นมาจริงๆ ให้ไปดูที่ “กระแสเงินสด” ซึ่งมันจะตอบทุกอย่าง เพราะบางกิจการมีกำไร แต่ต้องเอาไปลงทุนต่อเรื่อยๆ มันก็กลายเป็นว่า กิจการมีกำไร แต่กำไรเราเอามาใช้ไม่ได้ ไปลงกับพวกเครื่องจักรอะไรมากมาย ซึ่งพอมันเสื่อมค่ามูลค่ามันก็ละลายลงไปเรื่อยๆ แต่ถ้าได้กำไรเอามาปันผลและยังเติบโตได้อีกอันนี้ดีมาก

เรื่องที่ 9 หลายคนยังสงสัยว่า กิจการที่เราลงทุนจะล้มหายตายจากได้หรือไม่ เมื่อเกิดวิกฤต นี่เป็นเหตุผลที่ทำไมเราถึงเลือกหุ้น Blue chip

 เพราะหุ้นเหล่านี้มักจะเป็นผู้นำตลาด ถ้าเศรษฐกิจจะพัง ตัวเล็ๆ มันจะไปก่อน หมีส้มแนะนำให้เวลาเราดูหรือเลือกหุ้น ให้เลือกหุ้นที่หนี้สินน้อยๆ (หรืออย่างน้อยก็ต่ำกว่าค่าเฉลี่ยของอุตสาหกรรม) ซึ่งหมีส้มจะชอบมาก เทคนิดในการเลือกหุ้นทั้งหลายนั้น เวลาเราจะวัดอะไรสักอย่าง ให้พยายายามหาตัวที่ธุรกิจใกล้เคียงกัน และเปรียบเทียบสัดส่วนทางการเงิน นั่นหมายความว่า เราจะได้รู้จักอุตสาหกรรมนั้นมากขึ้นด้วย นอกไปจากนี้ เราเองก็ต้องพยายามอ่านบทความหรือความเห็นผู้บริหารในอุตสาหกรรมนั้นๆ จะได้มีข้อมูลมากขึ้น ก็เราเป็นนักธุรกิจแล้วนี่นา

เรื่องที่ 10 เรื่องสุดท้าย ต้องรู้จัก “กระจายความเสี่ยง”
อย่าไปมั่นใจกับอะไรที่มากจนเกินไป เพราะมันอาจจะไม่ได้เป็นอย่างที่เราคิด ไม่เฉพาะเรื่องการลงทุนแต่หมายถึงเรื่องทั่วๆ ไปด้วย นอกจากนี้ก็ต้องพยายามทำใจ คือ “ปล่อยวาง” บางส่วน ในกรณีที่พลาดหวัง มันจะทำให้จิตใจของเรามีเสถียรภาพมากขึ้น และเราจะมีความสุขขึ้น เอาเฉพาะเรื่องลงทุนหุ้น เชื่อไม๊ว่า หลายๆ คนไม่ได้เจ๊งหุ้นเพราะเลือกหุ้นผิดนะ แต่เจ๊งหุ้นเพราะ “ตัดสินใจผิด” เร็วไปบ้าง ช้าไปบ้าง กลัวไปบ้าง หรือมีกำไรไม่ทนถือบ้าง เค้าเรียกว่า “แพ้หัวใจตัวเอง” หมีส้มเองก็เป็น ก็คือ “แพ้หัวใจตัวเองมา 10 ปี” เพิ่งจะมาชนะได้เมื่อ 2-3 ปีนี้เอง ไม่งั้นรวยกว่าบิลเกตต์

Credit by fanpage มีความสุขกับหุ้นปันผล by หมีส้ม

เรื่องที่คนรวยคิดไม่เหมือนกับคนทั่วไป

เรื่องที่คนรวยคิดไม่เหมือนกับคนทั่วไป

(1) คนทั่วไปเน้นการออม คนรวยเน้นสร้างรายได้ -- ในปี 2012 คนอเมริกันโดยเฉลี่ยมีรายได้ปีละ $38,000 ถ้าออมได้ 10% สิ้นปีเราก็จะมีเงินเหลือ $3,800 แต่เราจะไม่รวยขึ้นจริง ๆ จัง ๆ ขึ้นมาจากการทำแบบนั้น (เราต้องหารายได้ให้มากขึ้น) ... ความจริงแล้วคนรวยก็ออม แต่เขาเน้นที่การสร้างรายได้ให้เพิ่มขึ้นก่อน ซึ่งสัดส่วนของเงินออมจะสูงขึ้นมาก (โดยเฉพาะถ้าใช้จ่ายเพิ่มขึ้นเป็นสัดส่วนที่น้อยลง)
(2) คนทั่วไปมองการเริ่มธุรกิจส่วนตัวว่าเป็นความเสี่ยง แต่คนรวย (และคนที่มีโอกาสรวย) จะมองเป็นเส้นทางสู่ฐานะที่มั่งคั่ง – คนทั่วไปมองเงินมองด้วยสมการเส้นตรง เช่น สมมติทำงานได้ชั่วโมงละ $X ถ้ายอมทำงานเยอะขึ้น ก็จะได้เงินมากขึ้น แม้แต่ผู้ที่มีการศึกษาดี ก็คิดว่าการเรียน MBA จะช่วยให้ได้เงินมากขึ้น (ก็จริง แต่ก็เป็นการมองแบบเส้นตรงเช่นกัน คือให้เวลากับการเรียน เพื่อสุดท้ายจะเอาวุฒิไปต่อรองรายได้ให้มากขึ้น) ... ส่วนคนรวยจะมองที่ไอเดีย โดยเฉพาะไอเดียที่จะช่วยแก้ปัญหา (และตอบโจทย์ความต้องการ) ของผู้คนได้ และทำเงินจากเรื่องเหล่านี้ ... แต่ถึงกระนั้น คนรวยก็ไม่ได้กระโดดเข้าใส่ไอเดียอย่างไม่ลืมหูลืมหา เขาจะศึกษาความเสี่ยงอย่างดีก่อนที่จะลงมือทำ
(3) คนทั่วไปมองเงินทองด้วยอารมณ์ แต่คนรวยจะมองด้วยเหตุผล – คนทั่วไปมักจะกลัวที่จะขาดทุน/เสียเงิน เมื่อจะทำอะไรใหม่ ๆ แต่คนรวย (และที่มีโอกาสรวย) จะมองเงินว่าเป็นเครื่องมือที่นำมาซึ่งทางเลือกและโอกาส
(4) คนทั่วไปตั้งเป้าหมายอย่างเลื่อนลอย แถมยังผัดวันประกันพรุ่ง ส่วนคนรวยจะตั้งเป้าหมายที่ชัดเจนและยืดมั่นจริงจังกับเส้นตาย – คนทั่วไปอาจลองทำอะไรหลาย ๆ อย่างแบบสะเปะสะปะ แต่คนรวยจะจดจ่อจริงจังอยู่กับธุรกิจเพียงอย่างเดียวที่กำลังปลุกปั้นอยู่ในตอนนั้น และทำทุก ๆ ทาง (ขอให้เป็นทางที่ชอบธรรม) เพื่อให้สำเร็จตามเวลาที่ตั้งใจไว้ (ถ้าทำงานแรกไม่สำเร็จซะที ยอมผัดไปเรื่อย ๆ ก็จะปิดโอกาสในการเริ่มทำงานต่อ ๆ)
(5) คนทั่วไปใช้ชีวิตเกินฐานะที่แท้จริง แต่คนรวยใช้ชีวิตต่ำกว่าฐานะ – ถึงจะมีคนรวยมาก ๆ บางราย ที่แสดงการใช้ชีวิตอย่างสุดหรู (To be fair, อาจจะต่ำกว่าฐานะจริง ๆ ของเขาก็ได้ เช่น มีเงินพันล้านเหรียญ แต่ยังนั่งเฟิร์สคลาส ซึ่งก็หรูแล้วสำหรับคนทั่วไป ส่วนอีกคนมีร้อยล้านเหรียญ ก็มี private แล้ว) ... แต่คนรวยโดยทั่วไป ใช้ชีวิตต่ำกว่าฐานะที่แท้จริง ... คนรวยส่วนใหญ่ (แต่ไม่ใช่ทั้งหมด – เพราะเราจะเห็นแต่คนชีวิตของคนรวยบางส่วนที่เขาแสดงให้เห็นต่อสาธารณะ ส่วนคนรวยที่รวยเงียบ ๆ เราก็จะไม่มีโอกาสได้เห็น แต่ไม่ใช่ไม่มีอยู่) จะไม่ไหลไปตามกระแสวูบวาบ พวกเขาต้องการอิสระทางการเงิน และจะไม่เป็นทาสของสิ่งต่าง ๆ

credit : Thailand investment forum
เนื้อหานี้แปลมาจากบทความ “5 Ways Rich People Think Differently From the Rest of Us” ของ Michele Lerner ซึ่งเป็นการสรุปจากหนังสือ “How Rich People Think” ของ Steve Siebold

เส้นทางความมั่งคั่ง ร่ำรวยเงินทอง

เส้นทางความมั่งคั่ง ร่ำรวยเงินทอง


เชื่อหรือไม่... คำตอบของคนส่วนใหญ่เกือบร้อยทั้งร้อย จะนึกถึงภาพคนที่มี “รายได้สูงๆ” “มีทรัพย์สินเงินทอง
   มากมาย” หรือ “คนที่ใช้ชีวิตอย่างสุขสบาย” เป็นลำดับต้นๆ เพราะรายได้และทรัพย์สินเป็นเหมือนสิ่งที่แสดงฐานะ
   ทางสังคม สื่อให้เห็นถึงความมั่งคั่งร่ำรวยของบุคคล
           
   เครื่องใช้ต่างๆ ไว้สร้างความสุขความสะดวกสบายให้ตนเอง ซึ่งก็ไม่ใช่เรื่องเสียหายอะไร หากคนๆ นั้นรู้จักกินอยู่อย่างพอดี
   ไม่พยายามก่อหนี้ และมีเงินเก็บออมพอประมาณ แต่สำหรับคนที่ชอบกินอยู่เกินฐานะ ใช้จ่ายมากกว่าที่หาได้ ดิ้นรนกู้หนี้ยืมสิน
   ผ่อนทุกอย่างในชีวิตเท่าที่จะผ่อนได้ คนเหล่านี้แม้จะมีเฟอร์นิเจอร์รอบกาย แต่หนี้ก็รอบตัว อย่างนี้เราถือว่ายังไม่มั่งคั่ง
   เพราะยังดิ้นรนผ่อนเดือนชนเดือนอยู่
จึงไม่ใช่เรื่องแปลก... ที่ทุกวันนี้ เราเห็นผู้คนวิ่งวุ่นอยู่กับการทำงานอย่างหนัก เพื่อหาเงินมาจับจ่ายใช้สอยซื้อข้าวของ

หลายคนมักจะถามเชิงบ่นว่า “เมื่อไหร่จะรวย” หรือไม่ก็ “เมื่อไหร่จะมั่งคั่ง” เอาเป็นว่า... ก่อนจะมั่งคั่ง
 เราต้องอยู่รอดให้ได้ก่อน ดูง่ายๆ จาก “อัตราส่วนความอยู่รอด”


ถ้าอัตราส่วนนี้ต่ำกว่า 1 แสดงว่าเราไม่สามารถอยู่รอดได้ เพราะมีรายได้น้อยกว่ารายจ่าย แต่ถ้าอัตราส่วนนี้มากกว่า 1
แสดงว่าเราสามารถดำรงชีวิตให้อยู่รอดได้
         หากอยู่รอดได้แล้ว วิธีที่จะทำให้รู้ว่าคุณมั่งคั่งและมีอิสรภาพทางการเงินแล้วหรือยัง ดูได้จาก...
 
ถ้าคุณมีอัตราส่วนความมั่งคั่งมากกว่า 1 ก็พอจะบอกเป็นนัยๆ ได้ว่าแม้คุณจะไม่ทำงาน คุณก็ยังมีรายได้
้จากทรัพย์สินมากพอที่จะครอบคลุมค่าใช้จ่ายได้โดยไม่เดือดร้อน แบบนี้แหละ... ที่เรียกว่า “อิสรภาพทางการเงิน” ที่ทุกคนใฝ่ฝันหา

         โดย “อิสรภาพทางการเงิน” คือ การมีหลักประกันทางการเงินที่มั่นคงเพียงพอที่จะใช้ชีวิตได้อย่างสุขสบาย
ตามสมควรแก่อัตภาพ โดยไม่ต้องพึ่งพาใครมากจนเกินไป และไม่ต้องหวาดผวากับเรื่องเงินๆ ทองๆ ว่าจะมีไม่พอกับ
การจับจ่ายใช้สอยเพื่อดำรงชีวิตอย่างมีคุณภาพ

         แต่อย่าลืมว่า... แม้คุณจะหาเงินได้มากแค่ไหน หากใช้หมด ก็หมดทางมั่งคั่ง ดังนั้น นอกจากการทำงานหาเงิน
แล้ว คุณยังต้องให้ความสำคัญกับการวางแผนชีวิตและแผนการเงินในทุกๆ ด้านด้วย ไม่ว่าจะเป็นการควบคุมค่าใช้จ่าย
การบริหารหนี้สิน การออมเงินเพื่อเป้าหมายในอนาคต รวมถึงการทำประกันเพื่อคุ้มครองความเสี่ยง การใช้สิทธิประโยชน์ทางภาษีอย่างคุ้มค่า และการลงทุนเพื่อต่อยอดเงินออมให้งอกเงยขึ้น


ที่มา tsi-thailand.org

วันจันทร์ที่ 17 มีนาคม พ.ศ. 2557

กฎทอง 10 ข้อจากมหาเศรษฐีนักลงทุนมาใช้กับธุรกิจออนไลน์

กฎทอง 10 ข้อจากมหาเศรษฐีนักลงทุนมาใช้กับธุรกิจออนไลน์


วอเรน บัฟเฟต ....ได้ชื่อว่าเป็นปรมาจารย์นักลงทุนสายแข็งตัวจริงเสียงจริง
ข้อคิดของเขานำมาใช้ได้ทุกวงการไม่จำกัดเฉพาะการลงทุนในหุ้น  เอาใช้ทำธุรกิจ IM ก็ชนะได้ครับผม....

ข้อคิดดีๆจากGuruมหาเศรษฐีระดับโลก

กฏทอง 10 ข้อ ของ วอร์เรน บัฟเฟตต์ (มหาเศรษฐี ระดับโลก ผู้ใช้ชีวิตอย่างพอเพียง)

1. ต้องทำงานหนัก วอร์เรน เขาฟันธงเลยว่า ส่วนใหญ่แล้วการทำงานหนักจะนำผลกำไรมาให้ ในขณะที่การพูดมากแต่ไม่ทำ กลับจะนำความยากจนมาให้แทน แบบนี้เข้าตำราว่า “อย่ามัวแต่ตั้งท่าชก ให้ชกเลย” จึงจะได้คะแนนชนะการต่อสู้

2. อย่าขี้เกียจ เขายกตัวอย่างที่น่าสนใจมาก ว่า “ ขนาดกุ้งมังกรตัวโต ๆ ถ้ามัวแต่นอนหลับ ยังสามารถถูกกระแสน้ำพัดลอยไปได้ ” หมายความว่าถ้าคุณไม่ทำอะไรเลย มัวแต่รอคอยความหวัง คุณจะต้องตกอยู่ในวังวนวิกฤตการณ์ทางการเงินนี้ต่อไปอย่างแน่นอน

3. รายรับจากหลายแหล่ง ข้อนี้เป็นเคล็ดลับของมหาเศรษฐีหลายคน ไม่ใช่เฉพาะวอร์เรน เพราะการพึ่งรายได้จากแหล่งเดียว ทำให้ต้องตกอยู่ในความเสี่ยงของภาวะที่ไม่แน่นอน เขาแนะนำให้ทำการลงทุนที่ฉลาดเพื่อสร้างรายได้เพิ่ม เช่น ถ้าคุณเป็นมนุษย์เงินเดือน คุณควรมีรายได้ส่วนอื่นจากการลงทุนในรูปแบบอื่น ๆ ที่สามารถสร้างรายรับเข้ามาในแต่ละเดือนได้ด้วย

4. ควบคุมรายจ่าย เมื่อไหร่ที่คุณเริ่มจ่ายเงินซื้อ สิ่งที่คุณไม่มีความต้องการจริง ๆ คุณก็กำลังตกอยู่ในความเสี่ยงที่อาจต้องขาย สิ่งที่คุณต้องการมากที่สุด แทน ดังนั้นคิดและตั้งสติก่อนที่จะจ่ายเงินซื้ออะไรในชีวิตเสมอ

5. ตั้งใจออม วอร์เรนเน้นว่าเราอย่ารอเก็บออมเงินที่เหลือหลังจากที่ได้ใช้จ่ายจนพอใจ แต่เราต้องกันเงินส่วนหนึ่งของรายได้มาเพื่อเก็บสะสมก่อน แล้วจึงนำส่วนที่เหลือไปใช้จ่าย หลายคนมักจะเข้าใจผิด ใช้จ่ายแล้วเหลือจึงนำเข้าแบงก์ ที่จริงต้องนำออกมาออม ก่อนจะไปทำอย่างอื่น

6. งดกู้ยืม คนที่กู้หนี้ยืมสินจากคนอื่น มักจะตกเป็นทาสของคนที่คุณไปกู้ยืม ดังนั้นต้องยึดหลักเศรษฐกิจพอเพียง พยายามมีชีวิตอยู่ตามอัตภาพเท่าที่เราหามาได้ อย่าไปสร้างหนี้สร้างสิน โดยไม่จำเป็น พยายามดำรงชีวิตอยู่ตามหลักเศรษฐกิจพอเพียง

7. จัดระบบบัญชี เขาใช้คำคมมาเปรียบเทียบว่า “ ไม่มีประโยชน์ที่จะถือร่มกันฝน ตราบใดที่รองเท้าที่คุณสวมใส่นั้นยังมีรูอยู่ เพราะมันทำให้เปียกเหมือนกัน ” นั่นคือต้องอย่าทำให้มีจุดรั่วไหลของบัญชี

8. หมั่นตรวจสอบ วอร์เร็นให้ความสำคัญกับการตรวจสอบมาก เพราะว่าค่าใช้จ่ายเล็ก ๆ น้อย ๆ จะเปรียบเสมือนรูรั่วของเรือ รูรั่วเพียงเล็ก ๆ แต่นานไปก็สามารถจมเรือใหญ่ทั้งลำได้ ดังนั้นอย่ามองข้ามค่าใช้จ่ายเล็ก ๆ น้อย ๆ เหล่านี้ ต้องให้ความสำคัญกับค่าใช้จ่ายทุกชนิดเสมอ

9. จัดการความเสี่ยง ความเสี่ยงเป็นสิ่งที่นักธุรกิจไม่สามารถจะหลีกเลี่ยงได้ ตราบเท่าที่ยังโลดแล่นอยู่ในธุรกิจ เขากล่าวว่า เราไม่ควรจะทดสอบความลึกของแม่น้ำที่จะข้าม ด้วยขาสองข้างพร้อม ๆ กัน เพราะเราอาจจมน้ำตายได้ ในการจัดการความเสี่ยง เราต้องมีแผนสำรองเสมอ ไม่มีใครสามารถทำนายอนาคตได้ร้อยเปอร์เซ็นต์ แต่เราต้องบริหารความเสี่ยงที่กำลังเผชิญอยู่อย่างชาญฉลาดที่สุด

10. บริหารการลงทุน อย่าเอาเงินทั้งหมดไปทุ่มลงทุนในสิ่งเดียวกัน เปรียบเหมือนกับ อย่าวางไข่ทั้งหมดไว้ในตะกร้าเดียวกัน เพราะถ้าตะกร้าหล่นจะทำให้ไข่แตกหมดทุกใบ ดังนั้นเราต้องกระจายความเสี่ยง เพราะธุรกิจหนึ่งอาจจะอยู่ในช่วงขาลง แต่อีกธุรกิจหนึ่งอาจจะอยู่ในขาขึ้น ทำให้ผลประโยชน์โดยรวมยังอยู่ได้

ถ้า...เราชอบซื้อของที่ ไม่จำเป็น....สุดท้าย....เราต้องขายของที่ จำเป็น


จาก วอร์เรน บัฟเฟตต์ – มหาเศรษฐีระดับโลก ผู้ใช้ชีวิตอย่างพอเพียง





ที่มา : fanpageรู้ทันหุ้นบ่าย

วันพุธที่ 22 พฤษภาคม พ.ศ. 2556

HYDRO โน้ตจาก Opp Day Q4

อ่านรายงานประจำปี, ผลประกอบการณ์ และการจ่ายหุ้นปันผลของ HYDRO

-

มุ่งเน้นการเป็นผู้จัดการการเกี่ยวกับน้ำ เช่น ผลิตน้ำประปา และ บำบัดน้ำเสีย

- ร่วมทุนกับ UAC เพื่อใช้เครือข่ายของ UAC ในการหางานเพิ่มขึ้น

- มีงานรับเหมาของทางราชการอยู่เช่น ทำน้ำประปาจากน้ำทะเลที่สมุย, ประปาที่โคราช, ประปาที่เพชรเกษม, บำบัดน้ำเสียที่สี่พระยา และเตรียมประมูงานที่เขตบางเขน

- รัฐบาลใหม่เริ่มจะให้ทำระบบบำบัดน้ำเสีย ต่อเนื่องมาจากหลังน้ำท่วมใหญ่

- งานของการประปาส่วนภูมิภาค ที่จะเข้าไปลงทุนร่วมในการทำน้ำประปาขาย เหมือนที่เชียงใหม่

- งานเอกชนตอนนี้ ก็ครอบคุมเกือบทุกอุตสาหกรรมใหญ่เช่น ปิโตร, เหล็ก, อาหาร ที่ต้องการใช้น้ำมากๆ รวมถึงต้องการบำบัดน้ำเสีย

- รายได้ปีที่แล้ว 882ล +27.5% ส่วนใหญ่มาจากงานรับเหมา 93%

- อัตรากำไร 56.5ล +17.9% หรือ ที่ 6.4% ของรายได้ ลดลงเนื่องจากน้ำท่วมทำให้งานล่าช้า

- DOE 0.94% แต่ถ้าหักเงินรับล่วงหน้าจะเหลือ 0.60%

- ปันผล เป็นหุ้นที่ 2:1 กับเงินสด 0.0556บาท ต้องการเก็บเงินสดเอาไว้ลงทุน

- Backlog งานก่อสร้าง 626ล , งานบริการ 338ล , งาน recycle น้ำเสีย 178ล และงานผลิตน้ำประปา 30ปี 10,000ล

- งานรอประมูล นิคม 200ล, ประปา 400ล, เทศบาล 250ล, โรงพยาบาล 80ล, กทม 450ล และอื่นๆ รวมประมาณ 2,430ล

- ปีนี้จะมีเริ่มมีรายได้จากการขายน้ำประมาณ 50ลเข้ามาในไตรมาสสุดท้าย

- งานลงทุนทำน้ำประปาที่เชียงใหม่ ตอนนี้มีเงินลงทุนพอแล้วทั้งจากเงินสดและจากแบงค์

- งานที่พม่า จะไม่ทำน้ำประปาเพื่อประชาชนเพราะรัฐบาลสนับสนุนทำให้ราคาขายต่ำมาก จะทำน้ำสำหรับอุตสาหกรรม และทำบำบัดน้ำเสียเพราะไม่มีใครทำเลย และสามารถเก็บค่าบำบัดได้จากรัฐบาล

- งานพม่า 400ล ลงทุนคนละครึ่งกับ UAC และต้องใช้เครื่องมือทางการเงินมาช่วย เพราะต้องลงทุนเยอะ ตั้งกำไรขุั้นต้นไม่ต่ำกว่า 25% เป็นงานบำบัดน้ำเสียจากโรงเหล้า และอีก 100ล ทำเป็นน้ำประปา

- งานพม่า 1000ล รออนุมัติอยู่

- งานทำน้ำประปา เหมือนที่เชียงใหม่ รอขออนุมัติอีก 5แห่ง และใน 3-5ปีนี้จะทำปีละอย่างน้อย 5แห่งต่อปี

- งานที่อินโดนีเซีย ก็น่าสนใจเพราะตลาดใหญ่ ในการทำน้ำจืดจากน้ำทะเล แต่ต้องรออีกสักระยะ ค่อยเป็นค่อยไป

- งานที่ลาว เป็นงานโรงไฟฟ้า ทำกันหลายบริษัทที่เป็นเพื่อนกัน ต้องดูว่ารายละเอียดงานเป็นอย่างไร

- รายได้ปีนี้ประมาณการณ์ที่ 1,100ล กำลังคนตอนนี้สามารถรับงานได้ที่ประมาณ 1,500ล

และใน Opp day มีการถามถึงการตั้งกองทุนโครงสร้างพื้นฐาน (Infrastructure fund) และการควบรวมระหว่าง HYDRO กับ UAC ด้วย ซึ่งจากการถามตอบ, ลักษณะการทำธุรกิจ, การเข้าถือหุ้นไขว้กัน, การจัดตั้งบริษัทร่วม และความสนิทสนมกันของผู้บริหาร ผมต้องข้อสังเกตุและประมาณการณ์สำหรับแนวโน้มของ HYDRO ดังนี้

- เนื่องจากจะมุ่งเน้นการเป็นผู้ผลิตและบำบัดน้ำ ซึ่งต้องใช้เงินลงทุนต่อเนื่องเพื่อที่จะสร้างรายได้คงที่ในระยะยาวแล้ว ผมเข้าใจว่า HYDRO น่าจะจัดตั้งกองทุนโครงสร้างพื่นฐาน ร่วมกับ UAC เพื่อที่จะขายสินทรัพย์ที่ลงทุนเข้ากองทุนเพื่อจะเอาเงินไปลงทุนต่อ ในขณะที่ก็รับบริหารสินทรัพย์ไปด้วยในตัว และคงถือหุ้นในกองทุนด้วยเพื่อที่จะรับเงินปันผลจากรายได้ของสินทรัพย์ และคาดว่าน่าจะทำรายได้ขั้นตอนของการขายสินทรัพย์ได้ดีเพราะกำหนดราคาได้เอง ที่ผมมองมาในแนวทางนี้ก็เพราะขนาดของ HYDRO ยังไม่ใหญ่มากนักและถ้ากู้เงินมาลงทุนอย่างเดียวก็คงไม่ได้แน่ โดยการขายสินทรัพย์เข้ากองทุนน่าจะเป็นแนวทางที่เป็นไปได้มากที่สุด ที่จะหาเงินทุนมาใช้ในการลงทุนที่ต่อเนื่องและมีขนาดใหญ่ขึ้นเรื่อยๆ

- HYDRO ต้องมีขนาด Market Cap ที่มีขนาดใหญ่กว่านี้เพื่อที่จะสามารถรับงานที่มีขนาดใหญ่ๆได้ รวมถึงออกไปรับงานในต่างประเทศได้อย่างสมน้ำสมเนื่อ และสร้างความเชื่อมั่นจากต่างประเทศได้ ซึ่งการที่ปันผลเป็นหุ้นที่ 2:1 นั้นเป็นสิ่งที่ผมได้เดาและคาดไว้แล้ว ตั้งแต่ได้ข่าวการลงทุนต่างๆของบริษัท ซึ่งผมก็เดาและคาดว่า HYDRO น่าจะมีการออก Warrant หลังจากได้งานใหญ่ๆ เพื่อที่จะเพิ่มขนาด Market Cap ของบริษัท โดยระยะเวลาของวอร์แรนท์น่าจะเป็นไปตามระยะเวลาในการลงทุนของงานใหญ่ที่ว่า ที่ราคาหุ้นสามารถ Offset กับ Dilution ที่จะเกิดขึ้นของการแลกวอร์แรนท์ ผมว่าน่าจะออกปีนี้แล้วรับแลกอีกประมาณ 2-3ปี

- เรื่องการควบรวมระหว่าง UAC กับ HYDRO ซึ่งเห็นได้จากผู้ถือหุ้นของ UAC ซื้อหุ้นใน HYDRO จากผู้ถือหุ้นเดิมมามากในช่วง 2-3เดือนที่ผ่านมานี้ ผมไม่แน่ใจมากนักสำหรับการควบรวม แต่ค่อนข้างจะเชื่อว่าทั้งสองบริษัทน่าจะร่วมกันเอาทรัพย์สินที่ลงทุนไว้ตั้งเป็นกองทุนโครงสร้างพื้นฐาน เพราะต้องทำให้กองทุนมีขนาดใหญ่พอสมควรที่นักลงทุนสถาบันหรือต่างประเทศสามารถเข้ามาลงทุนได้ครับ

- สุดท้ายเลยครับ เรื่องราคาหุ้น ราคาตอนนี้ก็สะท้อนรายได้ของปีนี้มาแล้วครับ ซึ่งถ้าต้องการลงทุนก็มองเรื่องการเติบโตอย่างเดียวซึ่งถ้าเป็นไปตามที่ออก Opp day หรือที่ผมคาดการณ์ไว้ราคาหุ้นหลังจากปันผลแล้วน่าจะมีโอกาศที่จะมาอยู่ที่ 18 – 20 บาท ได้อีกครั้งภายในปีนี้หรือหลังจากมีการเปลี่ยนแปลงใหญ่ที่เขียนไปข้างต้น

วันอังคารที่ 14 พฤษภาคม พ.ศ. 2556

กำไรทบต้น" คัมภีร์ลงทุนVI

ผู้ชายคนนี้เก่งมาก เรื่องการลงทุน” “โจ” อนุรักษ์ บุญแสวง นายกสมาคมนักลงทุนเน้นคุณค่า (ประเทศไทย) เจ้าของนามแฝง “โจ ลูกอีกสาน” ในเว็บไซด์ Thaivi.com ผู้เดินตามทฤษฎี “กำไรทบต้น” สิ่งมหัศจรรย์อันดับ 8 ของไอน์สไตน์ ตั้งสเตตัส ชักชวนให้ “กรุงเทพธุรกิจ BizWeek” ไปทำความรู้จัก “ตี้” ธนะสิน พิพัฒน์กิตติกุล รุ่นพี่คนสนิทที่รู้จักกันมานาน 7 ปี

“ชายวัย 46” สมาชิกเว็บไซด์ รู้จักเขาดีในฐานะ ผู้ใช้นามแฝง TY การลงทุน “เชิงคุณภาพ” แทน “เชิงปริมาณ” ทำให้คุณพ่อลูก 2 ชาวหาดใหญ่รายนี้ (ลูกสาววัย 15 ปี และลูกชายวัย 10 ปี) ค้นพบคำว่า “กำไรทบต้น” จนสามารถครอบครองพอร์ตลงทุนหลัก “ร้อยล้าน” ได้ภายในระยะเวลาเพียง 12 ปี!!!

10 โมงตรงเป๊ะ ได้เวลานัด “ชายกลางคน” ปรากฎตัวขึ้น ท่ามกลางความสงสัยภายในใจ “ใช่หนุ่มปักษ์ใต้จริงหรือนี่” ด้วยรูปร่าง “สูงขาว” กระเดียดไปทางหนุ่มตี๋ “ธนะสิน พิพัฒน์กิตติกุล” เปิดบทสนทนาว่า เขาเป็นคนหาดใหญ่ จังหวัดสงขลา มาตั้งแต่กำเนิด เป็นลูกคนที่ 3 จากจำนวนพี่น้อง 5 คน พี่คนโตอายุ 50 ปี ที่บ้านยึดอาชีพเย็บชุดนักเรียนอยู่ในตัวเมืองหาดใหญ่

ใช้ชีวิตวัยเด็กอยู่หาดใหญ่ จนเรียนจบชั้นมัธยมศึกษาตอนปลาย ที่โรงเรียนหาดใหญ่วิทยาลัย ก่อนจะสอบเรียนต่อคณะบัญชี มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ได้ในปี 2528 เรื่องเงินๆทองๆมี “เส่นห์มาก” บังเอิญไม่ชอบท่องจำ แต่รักที่จะทำความเข้าใจ ฉะนั้นวิชาที่เกี่ยวข้องกับคำนวณ เลือกแล้วว่าเหมาะสมกับตัวเองมากที่สุด

หลังเรียนจบปริญญาตรีในปี 2532 นอนอยู่บ้านได้ 1 สัปดาห์ ก็เริ่มต้นชีวิตการทำงานครั้งแรกในตำแหน่งเจ้าหน้าที่ฝ่ายตรวจสอบภายในภาคใต้ ณ ธนาคารกสิกรไทย "ผมไปสมัครงานที่นี่ตอนใกล้เรียนจบ พอดีเขามาเปิดรับพนักงานใหม่ถึงรั้วมหาวิทยาลัย นั่งทำงานได้ 3 เดือน ก็ย้ายไปทำตำแหน่งผู้ช่วยผู้ตรวจสอบบัญชีในบริษัท สำนักงาน เอส จี วี ณ ถลาง จำกัด ซึ่งเป็นบริษัทในกลุ่ม อาร์เธอร์ แอนเดอร์สัน"

อดีต “เอส จี วี ณ ถลาง” เคยเป็นบริษัทที่ปรึกษาทางด้านบัญชีและที่ปรึกษาทางธุรกิจชั้นนำระดับแนวหน้าของเมืองไทย ใครที่จบด้านบัญชี ส่วนใหญ่อยากลงเอยในสายวิชาที่เรียนมาทั้งนั้น ทิ้งใบสมัครในบริษัทนี้ไม่นาน เขาก็โทรมาตาม ทำงานได้ 4 ปี ลาออกอีก เพราะอยากกลับไปช่วยธุรกิจที่บ้าน เพิ่งหยุดทำงานช่วยที่บ้านเมื่อปี 2555 และยกหน้าที่ให้พี่น้องดูแลธุรกิจแทน "ธนะสิน" เล่า

..เพราะอยากใช้เวลาเพื่อลงทุนในตลาดหุ้นมากๆ

“คุณพ่อลูกสอง” เล่า “จุดสนใจ” ในตลาดหุ้นให้ฟังว่า ลงทุนครั้งแรกตอนเรียนอยู่ปี 4 บังเอิญไปรู้จักรุ่นพี่คนหนึ่ง เขาทำงานเป็นมาร์เก็ตติ้ง คุยไปคุยมาดัน “ปิ๊งไอเดีย” อยากลงทุนกับเขาบ้าง หลังเห็นรุ่นพี่พูดถึงผลตอบแทน เขาบอกว่า “ได้กำไรมากกว่าฝากแบงก์อีก”

รุ่นพี่ชวนผมไปเปิดพอร์ตที่โบรกเกอร์ธนชาต “เงินตั้งต้น” น่าจะประมาณ 2 หมื่นบาท จำได้ว่าซื้อหุ้นแค่ 1-2 ตัว เน้นหุ้นจำพวกปันผลสูงๆ ข้อมูลพื้นฐานไม่ต้องถามเลย!! แทบไม่สนใจ ถือได้ 6 เดือน ก็ขายทิ้ง ชนิดไม่รอเงินปันผลด้วยซ้ำ ได้กำไรนิดหน่อยก็หรูแล้ว ช่วงนั้นเรียนจบพอดี รู้สึกไม่อยากให้เวลากับตลาดหุ้นมากไปกว่างานประจำ เลยขายทิ้งทั้งหมดและเลิกเล่น"

"ธนะสิน" เล่าว่ากลับมาสนใจตลาดหุ้นอีกครั้ง หลังกลับมาช่วยธุรกิจที่บ้าน ตอนนั้นประมาณปี 2538 วันหนึ่งเดินเข้าไปในร้านหนังสือ เหลือบตาไปเห็นหนังสือ “พ่อรวยสอนลูก” (Rich Dad Poor Dad) ของ “โรเบิร์ต คิโยซากิ” และหนังสือ “ตีแตก” ของ “ดร.นิเวศน์ เหมวชิรวรากร” ผู้เผยแพร่แนวคิดการลงทุนแบบเน้นคุณค่าคนแรกในประเทศไทย หนังสือ 2 เล่มนี้ไม่ได้ตั้งอยู่บนชั้นหนังสือแนะนำ แต่ก็สะดุดตาจนต้องซื้อมาอ่าน

"ผมอ่าน 2 เล่มนี้ ได้ 1-2 สัปาดห์ ความรู้สึก “อยากลงทุน” กลับมาอีกครั้ง คราวนี้ตัดสินใจหอบเงิน 5 หมื่นบาท ไปเปิดพอร์ตกับโบรกเกอร์ นวธนกิจ ช่วงนั้นยอมรับยังสับสนกับหลักการลงทุนเล็กน้อย ทำให้ยึดกลยุทธ์ เน้นซื้อหุ้นที่มี P/E ต่ำๆ 7-8 เท่า และเงินปันผลสูงๆ “หุ้นกลุ่มสิ่งทอ” ถือว่าเข้าหลักการมากสุดในตอนนั้น ลงทุนได้ไม่นาน เมืองไทยเกิดวิกฤติเศรษฐกิจปี 2540 ทำให้พอร์ตลงทุนของผมติดลบ"ขาดทุน 40-50% !!

แต่ถ้าคิดเป็นจำนวนเงินก็ไม่มาก เพราะเงินตั้งต้นต่ำเพียง 5 หมื่นบาท ไม่รู้สึกเครียดเท่าไร ไม่ค่อยเสียกำลังใจ

"ฉะนั้นผมยังคงลงทุนต่อไป"

ผ่านมาถึงปี 2546 กลับมาทบทวนเรื่องการลงทุนใหม่อีกครั้ง คราวนี้เริ่มหันมาสนใจดูธุรกิจใน “เชิงคุณภาพ” แทน “เชิงปริมาณ” มากขึ้น พูดง่ายๆ เราต้องดูว่าธุรกิจนั้นๆมีความสามารถในการแข่งขันหรือไม่ มีความแข็งแกร่งมากแค่ไหน

อย่าไปนั่งดูเพียงตัวเลขการเงินอย่างเดียว ต่อให้หุ้นตัวนั้นมีค่า P/E ต่ำมากแค่ไหน แต่ถ้าอนาคตมีแววรุ่งยาก ธุรกิจก็มีสิทธิไม่สวยได้เหมือนกัน หุ้นกลุ่มส่งออกจำพวกอาหาร ถือว่าเข้าหลักเกณฑ์ในขณะนั้น สามารถทนต่อภาวะเศรษฐกิจตกต่ำได้ ตอนโน่นรวมถึงตอนนี้ด้วย (ยิ้ม)

ธนะสิน ยังเล่าว่า มักเลือกลงทุนหุ้น 2 แบบ คือ 1.แบบที่มีอัตราการเติบโตระยะยาวภายใน 5-10 ปี เฉลี่ยปีละ 20% 2.ระยะสั้นช่วง 2-3 ปี เฉลี่ยผลเติบโตประมาณ 50-100% ต่อปี วิธีคิดลักษณะนี้ ถือว่าสร้างผลตอบแทนที่ดีมาก โดยเฉพาะในปี 2553 ถ้าจำไม่ผิดนะ...

เคยโกยกำไร 230% สูงสุดในชีวิตการลงทุน!!!

ช่วงนั้นเพิ่งผ่านวิกฤติการเงิน (แฮมเบอร์เกอร์ ไครซิส) มาหมาดๆ หลังได้กำไร 230% ทำให้มูลค่าลงทุน ขยับขึ้นมายืน 8 หลักปลายๆ

หุ้น Commodity คือ “พระเอก” ของพอร์ต

ตอนโน่นมองว่าราคาสินค้าโภคภัณฑ์ต่ำตกมาก หลังโดนวิกฤติเล่นงาน แต่เชื่อว่าอีกไม่นานราคาจะเด้งกลับมา สุดท้ายใช้เวลาเพียง 1 ปี ราคาวนกลับมาเร็วมาก

ถามถึงชื่อ “พระเอก” เขา บอกว่า หนึ่งในนั้น คือ หุ้น โพลีเพล็กซ์ (ประเทศไทย) หรือ PTL ถือลงทุนมา 1 ปี “เสน่ห์” ของหุ้น PTL คือ หลังวิกฤติราคาแผ่นฟิลม์ตกต่ำมาก เรียกว่าต่อเนื่องมาตั้งแต่อุตสาหกรรมเลิกใช้วีดีโอเทปแล้วเปลี่ยนมาใช้แผ่นซีดีในรูปแบบของดิจิทัล ทำให้ไม่มีการเพิ่มกำลังการผลิต

เมื่อพ้นช่วงวิกฤติความต้องใช้สูงขึ้น ทำให้เขามีกำไรสูงอย่างรวดเร็ว ขณะที่ราคาหุ้นก็เติบโตเร็วเช่นกัน ทุกครั้งที่เกิดวิกฤติธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับวัฎจักรมักจะกลับมา ตอนนั้นหุ้น เอ.เจ.พลาสท์ (AJ) ก็น่าสนใจ แต่บังเอิญหุ้น PTL ราคาถูกกว่านิดหนึ่ง

หุ้น เอส เอ็น ซี ฟอร์เมอร์ (SNC) รับบท “ผู้นำ” ของพอร์ตเหมือนกัน ตอนนั้นเขาเปลี่ยนจากธุรกิจท่อทองแดงมาเป็นประกอบแอร์สำเร็จรูป ถือเป็นการเปลี่ยนโมเดลธุรกิจที่ดี เพราะได้ประโยชน์เต็มๆ ถือลงทุนมา 3 ปี ผลประกอบการและราคาหุ้นเติบโตต่อเนื่อง

"การลงทุนในหุ้น สิ่งสำคัญ คือ คุณต้องอดทนต่อความผันผวน แม้จะมองว่าในระยะยาวจะให้ผลตอบแทนสูงก็ตาม"

หลังปี 2554 ผลตอบแทนเฉลี่ยเป็นอย่างไร?? เซียนหุ้นวีไอ เล่าว่า เฉลี่ย 40-50% บนสมมติฐานที่มีหุ้นในพอร์ต 10 ตัว แบ่งเป็นตัวหลักๆ 5 ตัว คิดเป็น 90% ของพอร์ตลงทุน อีก 5 ตัว คิดเป็น 10% ของพอร์ต ตอนนั้นชอบ “หุ้นเทิร์นอะราวด์” เน้นเฉพาะตัวที่ต้องมีแนวโน้มดีขึ้นภายใน 1 ปี ถ้ารอนานเกินไปจะเสียโอกาส

จากนั้นไม่นานพอร์ตลงทุน ก็ทะยานสู่ 9 หลัก!!

ทุกครั้งที่ได้ “กำไร” จะนำเงินไปใช้ แต่หลังเปลี่ยนกลยุทธ์ เมื่อได้กำไรจะนำไป “ทบต้น” ตลอด เรียกว่าได้ส่วนต่างมากก็นำไปลงทุนต่อ

ถามถึงพอร์ตลงทุนปัจจุบัน? ตอนนี้เทรดผ่านอินเตอร์เน็ต 100% ที่บล.ฟิลลิป (ประเทศไทย),บล.ฟินันเซีย ไซรัส และบล.ไทยพาณิชย์ ทุกวันนี้ก็ยังคงแบ่งออกเป็น 2 ส่วนเหมือนเดิม คือ 30% ใส่ไปใน “หุ้นเติบโตสม่ำเสมอ" เน้นพวกกลุ่มวัสดุก่อสร้าง โดยเฉพาะกระเบื้อง และเซรามิก และกลุ่มค้าปลีก อีก 70% เป็น “หุ้นเทิร์นอะราวด์” อาทิ กลุ่มพัฒนานิคมอุตสาหกรรมขนาดเล็ก และเทคโนโลยี เป็นต้น

ตามสถิติ “หุ้นเติบโตสม่ำเสมอ” มักมีผลประกอบการขยายตัวปีละ 15-30% ต่อเนื่องถึง 5 ปี ขณะที่ราคาหุ้นจะขยับประมาณ 20% ส่วน “หุ้นเทิร์นอะราวด์” ผลประกอบการจะเติบโต 100% เพียง 1-2 ปี และราคาหุ้นจะเพิ่มขึ้น 300% ต่อปี เขาวิเคราะห์

“หนุ่มวีไอ” เผยชื่อหุ้นบางตัวที่ถือลงทุนว่า "ผมชอบ" หุ้น ไทยพัฒนาโรงงานอุตสาหกรรม (TFD) ซื้อมาปี 2555 ต้นทุน 3 บาท ราคาตอนนี้เฉลี่ย 16 บาท กะจะถือไปเรื่อยๆ รอดูสถานการณ์ไปก่อน สมมุติมีเหตุการณ์ไม่คาดฝันจนทำให้พื้นฐานของหุ้นเปลี่ยนแปลงไป ก็จะขาย ไม่เคยยึดติดในตัวหุ้น พร้อมจะสละได้ตลอดเวลา

นิคมอุตสาหกรรมบ้านเรา อาจได้รับดีจากการที่ประเทศญี่ปุ่นย้ายฐานการผลิตมาเมืองไทยมากขึ้น เพราะค่าแรงในญี่ปุ่นสูงขึ้น แถมยังจะย้ายฐานการผลิตจากเมืองจีนบ้านเราด้วย เพราะความสัมพันธ์ระหว่างประเทศออกอาการไม่ค่อยดีนัก เท่าที่ฟังผู้บริหารเขาบอกว่า เริ่มเห็นสัญญาณย้ายมาบ้างแล้ว

หุ้น พรีเมียร์ เทคโนโลยี (PT) ตัวนี้ก็ชอบ เขาจะได้รับประโยชน์จากระบบ 3 G เพราะบริษัทขายอุปกรณ์ให้โอเปอเรเตอร์ทั้ง 3 ราย (DTAC ,AIS, TRUE) ที่สำคัญเขายังมีศูนย์ดาต้าเซ็นเตอร์ ซึ่งเป็นธุรกิจที่มีอัตราเติบโตสูงมาก ฉะนั้นในช่วง 1-2 ปี บริษัทน่าจะมีรายได้เติบโตปีละ 50% จากนั้นจะมีอัตราเติบโตปีละ 10-20% ตามปกติ ซื้อหุ้น PT มาเมื่อปี 2555 ต้นทุนเท่าไรจำไม่ได้ ไม่ค่อยสนใจจำราคาเท่าไร

ที่ผ่านมาไม่เคยตั้ง “จุดตัดขาดทุน” (Stop-Loss) ส่วนใหญ่จะดูพื้นฐานของธุรกิจอย่างเดียว เว้นเสียแต่ราคาหุ้นตกหนัก ก็จะกลับมาทบทวนว่า คิดผิดหรือเปล่า แต่ถ้าพบว่าไม่มีอะไรผิดพลาดจะถือลงทุนต่อไป แต่ถ้าพบข้อผิดพลาด ก็จะขายทันที แม้ว่าภาวะนั้นจะขาดทุนหรือกำไรก็ตาม ตรงกันข้าม หากราคาหุ้นสูงมาก แต่อนาคตยังดีอยู่ก็จะถือต่อไป "ผมไม่เคยนำราคาหุ้นมาเป็นตัวตั้ง"

“ข้อดี” ของการมีหุ้นน้อยตัว ทำให้เราดูแลได้ทั่วถึง ติดตามรายละเอียดได้ดี แต่การลงทุนไม่มาก ไม่ได้หมายถึงศึกษาน้อย ตรงข้ามเราวิเคราะห์หุ้นเกือบทั้งตลาด เพียงแต่คัดตัวที่ดีที่สุดมาอยู่ในพอร์ต ซึ่งผลตอบแทนจะสูงกว่าการกระจายการลงทุน แต่ไม่ควรถือเพียง 1-2 ตัว มีติดพอร์ต 4-5 ตัว โอเคสุด

"วิธีหาข้อมูล ผมก็ทำเหมือนๆนักลงทุนทั่วไป คือ อ่านหนังสือพิมพ์ เปิดดูงานบริษัทจดทะเบียนพบผู้ลงทุน (Opportunity Day) ทางอินเตอร์เน็ต เรียกว่าส่องเกือบทุกตัว ไปงานประชุมผู้ถือหุ้น ทุกครั้งที่รับข้อมูลมาจะกลับมานั่งวิเคราะห์ถึงความเป็นไปได้ ส่วนใหญ่จะเข้าข้างตัวเอง (ยิ้ม) หากข้อมูลของบริษัทกับของเราตรงกันผมจะซื้อลงทุน"

เขาเล่าว่า หลังๆดูงบการเงินน้อย เน้นวิเคราะห์ถึงความเป็นไปได้มากกว่า การดูงบการเงินเป็นเพียงการยืนยันความเชื่อของเราเท่านั้น ส่วนใหญ่จะดูตัวเลขยอดขาย กำไรขั้นต้น กำไรสุทธิ และอัตราผลตอบแทนผู้ถือหุ้น (ROE) ตัวหลังจะดูเป็นพิเศษ (ROE) ยิ่งสูงยิ่งดี เพราะจะบ่งบอกถึงความสามารถในการทำกำไร ส่วนอัตราส่วนเงินปันผลตอบแทน ก็ดูบ้าง เน้นหุ้นที่ให้อัตราส่วน 4% ขึ้นไป

ที่ผ่านมาไม่เคยตั้งเป้าหมาย ขอแค่โตเฉลี่ยปีละ 15% ก็พอใจแล้ว

ตั้งแต่ลงทุนในตลาดหุ้น แน่นอนสิ่งที่ได้รับมาตลอด คือ “ผลกำไร” ทำให้สามารถนำมาเป็นความมั่นคงในชีวิต แต่ผลกำไรมักเกิดจากการเรียนรู้ก่อนลงทุน

“ดร.นิเวศน์” และ “ปีเตอร์ ลินซ์” 2 บุรุษ คือไอดอลการลงทุนของธนะสิน

“เซียนหุ้นร้อยล้าน” จบบทสนทนา ด้วยการทำนายดัชนีไทยในปี 2556 ว่า สุดท้ายตัวเลขจะยืนระดับไหน คงตอบไม่ได้ เพราะมีส่วนผสมหลายๆอย่าง โดยเฉพาะอารมณ์ของนักลงทุน แต่น่าจะขยายตัวประมาณ 15% จากต้นปี นักลงทุนรุ่นใหม่ และคนที่มีอายุจะหันมาสนใจหุ้นมากขึ้น

นักลงทุนมือใหม่ควรแบ่งเงินมาลงทุนมาในตลาดหุ้น ตามความมั่นใจและความรู้ของตัวเอง10% ที่เหลือ 90% ลงทุนในกองทุนเปิดตราสารหนี้ ผลตอบแทนตราสารหนี้น่าจะ 3% แต่หากมีความรู้เพียงพอ ก็ลงทุนหุ้นไปเลย 50%

นักลงทุนหน้าใหม่เข้ามาเล่นหุ้นเยอะมาก เพราะเห็นว่ามีผลตอบแทนสูง หน้าใหม่แทบไม่เคยดูพื้นฐานกิจการด้วยซ้ำ

“น่ากลัวมาก” การลงทุนที่ถูกต้อง คือ.. "จงเข้ามาในช่วงถูกๆ ไม่ใช่ในเวลาแพงๆ"
 
ธุรกิจ : BizWeek
วันที่ 14 พฤษภาคม 2556 09:18
โดย : กรุงเทพธุรกิจออนไลน์่